อธิบาย Modules การทำงานที่นำ SAP มาใช้

องค์ประกอบของ SAP (SAP R/3 Modules)

1. Sales And Distribution (SD)
เป็นเรื่องของ Sale ทั้งหมด ตั้งแต่การับ Order ลูกค้าจนถึงส่งของให้ลูกค้า

2. Material Management (MM)
เป็นเรื่องของการจัดการเกี่ยวกับ Raw Material ทั้งหมด

3. Production Planning (PP)
เป็นเรื่องของ Schedule การผลิตหรือ วางแผนการผลิตว่าจะผลิตเท่าไหร่   เป็นส่วนของ MRP

4. Quality Management (QM)
เป็นเรื่องของการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบ และ Product ต่างๆ

5. Plant Maintenance (PM)
เป็นเรื่องการ Manage เครื่องจักรหรือ Resource ต่างๆ

6. Human Resource (HR)
เป็นเรื่องการจัดการกับคน รวมถึงเงินเดือน และสวัสดิการต่างๆ

7. Financial Account (FI)
เป็นการทำบัญชีสำหรับคนภายนอก เช่น รายงานส่งสรรพากร

8. Controlling (CO)
เป็นการทำบัญชีสำหรับภายใน เช่น รายงานสำหรับผู้บริหารที่ใช้ในการตัดสินใจ

9. Asset Management (AM)
เป็นการบริหาร Fixed Asset ต่างๆ ได้แก่ เครื่องจักร รวมถึงการคิดค่าเสื่อมราคา

10. Project System (PS)
เป็นการบริหาร Project จะเก็บข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับ Project และนำไปเชื่อมต่อกับ Module ต่างๆ
เช่นเงินลงทุนจะไปเชื่อมกับ FI เป็นต้น

11. Workflow (WF)
เป็นเรื่องของ Workflow ช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่าง Auto เช่น ส่งคำสั่งผ่าน E-Mail

12. Industry Solution (IS)
เป็น Module เพิ่มเติมจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละ Industry

r3-integrationsmodell-k

ในส่วน Application ทั้งหมดของระบบ SAPนั้น ถูกพัฒนาขึ้นด้วยภาษา ABAP หรือ Advance Business Application Programming (ABAP/4 ซึ่งเป็นภาษาโปรแกรมในยุคที่ 4 หรือ 4GL เป็นคำที่เรียกใน SAP Release 3.0 ส่วนใน SAP Release 4.0 เป็นต้นไป จะเรียกว่า ABAP เนื่องจากมีการพัฒนาภาษาโปรแกรม ABAP เป็นแบบObject-Oriented มากขึ้น) ในส่วนของ Run Time หรือ Kernel ของระบบ SAP นั้นถูกพัฒนามาจากภาษา C/C++ ในส่วนของการ Implement ระบบ SAP นั้น จะมีการทำ Customization หรือ Configuration (จริงๆแล้วก็คือการกำหนดค่า Parameter ต่างๆ) ผ่านทาง Implementation Guide (IMG) เพื่อให้ระบบงาน SAP ทำงานได้กับองค์กรนั้นๆซึ่งก็คือ SAP เป็น ERP Software Package ที่มีการทำงานในส่วนของ Customization ในระบบ SAP ให้เข้ากับหน่วยงานนั้นๆได้

1111

บุคคลที่เกี่ยวข้องในการทำ SAP

1. SAP Application Analysts คือ ผู้ใช้งาน (End user) SAP ที่มีความรู้ทางด้านการซัพพอร์ต SAP Modules เช่น MM, PM, PP, FI/CO, SD, PS, HR, IS

2. SAP System Analysts คือ บุคคลที่พัฒนา module ต่างๆมาใช้งาน ได้แก่

ABAP ผู้เขียนและพัฒนาโปรแกรมเพื่อนำมาใช้งาน

BATCH ผู้ควบคุมดูแล Job ในกระบวนการต่างๆ บน SAP

BASIS ผู้ดูแลระบบ SAP ให้ทำงานอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

3. SAP Authorization & Profile Analyst คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เหมือนกับตำรวจ ที่คอยดูแลหรือจัดลำดับความสำคัญของ user ที่จะเข้าใช้งาน SAP และคอยควบคุมกลไกการทำงานใน SAP

4. Data Admin Analyst คือผู้ที่มีความรู้ใน MM, SD module และเรื่องธุรกิจการขายทั้งหมด ตั้งแต่การจัดการกับ Materials จนถึงการรับ Order และส่งสินค้าถึงมือลูกค้า

Application Module หลักๆในระบบ SAP

FI Financial Accounting หรือโมดูลทางด้านบัญชีการเงิน

CO Controlling หรือโมดูลทางด้านบัญชีจัดการหรือบัญชีบริหาร

AM Fixed Assets Management หรือโมดูลทางด้านการจัดกาสินทรัพย์ถาวร

SD Sale & Distributions หรือโมดูลทางด้านขายและการกระจายสินค้า

MM Material Management หรือโมดูลทางด้านการจัดการวัตถุดิบ

PP Production Planning หรือโมดูลทางด้านการวางแผนการผลิต

QM Quality Management หรือโมดูลทางด้านการจัดการด้านคุณภาพ

PM Plant Maintenance หรือโมดูลทางด้านการซ่อมบำรุงโรงงาน

HR Human Resource หรือโมดูลทางด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล

TR Treasury หรือโมดูลทางด้านการบริหารการเงิน

WF Workflow หรือโมดูลทางด้าน Flow ของกระบวนการทำงาน

IS Industry Solutions คือส่วนระบบงานธุรกิจเฉพาะ โดยที่ไม่ใช่โมดูลมาตร

Project Systems – PS

System Management – BASIS

Advanced Business Application Programming – ABAP

Business Information Warehousing – BIW

Customer Relationship Management – CRM

Advanced Planner Optimizer – APO

Product Lifecycle Management – PLM

SAP_BCTree222

อธิบาย Application Module หลักๆในระบบ SAP

1 . FI Financial Accounting หรือโมดูลทางด้านบัญชีการเงิน

โมดูลนี้ได้รวบรวมขั้นตอนการทำงานของระบบการทำบัญชีและการบริหารการเงินเข้าไว้ด้วยกันและเพื่อทำให้แน่ใจบัญชีการจ่ายเงินต่างๆ ถูกจ่ายแล้ว และบัญชีการรับเงินไปอย่างถูกต้องและตรงเวลา รวมถึงการบริหารองค์กรในด้านการบัญชี และการเงินในทุกๆ ส่วนด้วย

  • ระบบบัญชีแยกประเภททั่วไป (General Ledger)

บัญชีแยกประเภททั่วไปจะทำหน้าที่จัดเก็บแผนผังบัญชี (Chart of Account) ไว้เป็นศูนย์กลาง และงบดุลทางด้านการเงินของทั้งองค์กร โดยจะรองรับทุกส่วนของขั้นตอนทางการบัญชีของธุรกิจ ในโมดูลนี้รายการเปลี่ยนแปลง (Transactions) ทางการเงินและบัญชีจถูกโอน (Posted) ประมวลผล สรุป และรายงาน โดยจะเก็บรักษาการตรวจสอบบัญชี (Audit Trail) ที่สมบูรณ์ของรายการเปลี่ยนแปลง และทำให้หน่วยงานแต่ละส่วนสามารถที่จะดูข้อมูลข่าวสารการเงินของหน่วยงานได้ ขณะที่บริษัทแม่หรือองค์กรหลัก สามารถตรวจสอบผลการดำเนินการทั้งหมด และดูข้อมูลข่าวสารรวม (Consolidated) ได้เช่นกัน ระบบบัญชีแยกประเภททั่วไปที่ดีควรจะสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้

  • โครงสร้างแผนผังบัญชี (Chart of Account)
  • การจัดการระบบบัญชีแยกประเภท (Ledger Management)
  • การรวบรวมงบการเงินและการรายงาน (Financial Consolidation and Reporting)
  • การบันทึกสมุดบัญชีรายวัน (Journal Entry)
  • รายการเปลี่ยนแปลงบัญชีแยกประเภทใบสำคัญในสมุดบัญชีรายวัน (Journal Voucher Ledger Transactions)
  • บัญชีแยกประเภทต้นทุนของโครงการ (Project Cost Ledger)
  • การควบคุมบัญชีแยกประเภท (Ledger Control)
  • การบัญชีต่างสกุลเงินและการแปลงอัตราแลกเปลี่ยน (Multicurrency Accounting and Conversion)
  • การสอบถามข้อมูลและรายงานแบบทันทีทันใด (On-Line Inquiry Reporting)
  • รายงานงบการเงิน (Financial Statement Reporting)
  • การสร้างรายงานทางการเงิน (Financial Report Writer)
  • การวิเคราะห์การผันแปรทางบัญชี (Variance Analysis)
  • รายงานทางการเงินเพิ่มเติม (Additional Financial Reporting)

 

  • ระบบบัญชีเจ้าหนี้ (Accounts Payable)

ระบบบัญชีเจ้าหนี้จะทำหน้าที่กำหนดตารางการจ่ายตั๋วเงิน ซึ่งต้องชำระให้ผู้จำหน่ายและผู้แทนจำหน่าย และเก็บรายละเอียด ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเป็นหนี้ วันที่ครบกำหนดจ่าย และส่วนลดที่มีให้ โดยโมดูลนี้จะจัดเตรียมหน้าที่การทำงานและเชื่อมโยงเข้ากับระบบงานอื่นๆ เช่น การบริการลูกค้า การจัดซื้อ การควบคุมคลังสินค้าและวัตถุดิบ  และควบคุมโรงงานผลิต โมดูลนี้ควรจะสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้

  • ระเบียบและนโยบายบัญชีเจ้าหนี้ขององค์กร (AP Company Policies & Procedure)
  • ข้อมูลหลักของผู้ขายและหลักฐานการจ่ายเงิน (Suppliers / Voucher Master Data)
  • การควบคุมการชำระเงิน (Payment Controls)
  • การทำใบกำกับสินค้า และการวิเคราะห์ระยะเวลาการชำระหนี้ (Invoice Processing & Aging Analysis)
  • การชำระเงิน (Payment Processing)
  • ใบสำคัญในสมุดบัญชีรายวัน (Journal Voucher Processing)
  • การโอนข้อมูลบัญชีแยกประเภทเจ้าหนี้ (AP Ledger Posting)
  • กรรมวิธีการทำเช็ค (Check Processing)
  • รายการเปลี่ยนแปลงบัญชีเจ้าหนี้ และการควบคุม (AP Transactions & Controls)
  • รายงานต่างๆ สำหรับบัญชีเจ้าหนี้ (AP Reporting)
  • ระบบสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets)

ระบบสินทรัพย์ถาวรจะทำการบริหารค่าเสื่อมราคา (Depreciation) และต้นทุนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น สิ่งก่อสร้าง ทรัพย์สมบัติ เครื่องมือ และอุปกรณ์ โมดูลนี้ควรจะสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้

  • การบันทึกสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Record)
  • รายการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ (Asset Transactions)
  • ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ (Asset Depreciation)
  • การลงบัญชีค่าเสื่อมราคา (Depreciation Books)
  • การประเมินค่าใหม่ และการคำนวณอัตราดอกเบี้ย (Revaluation & Interest Calculation)
  • รายงานภาษีต่างๆ (Tax Reporting)

ระบบการทำบัญชีต้นทุน (Cost Accounting)

ระบบการทำบัญชีต้นทุนจะทำการวิเคระห์ต้นทุนขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายประจำ(โสหุ้ย) ต้นทุนผลิตภัณฑ์ และต้นทุนการผลิตจากใบสั่งผลิตที่โรงงาน โดยจัดเตรียมวิธีการจากการจัดการต้นทุนที่มีความหลากหลายเช่น การคำนวณต้นทุนแบบมาตรฐาน (Standard) แบบต้นทุนเฉลี่ย (Average) แบบเข้าก่อนออกก่อน (FIFO- First In First Out) แบบเข้าทีหลังออกก่อน (LIFO- Last In First Out) แบบเป้าหมาย (Target) และแบบสุดท้ายที่เป็นหลักการใหม่คือแบบการคำนวณต้นทุนจากฐานกิจกรรม (ABC- Activity Based Costing) โมดูลนี้ควรจะสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้

  • ข้อมูลต้นทุน (Cost Data)
  • การกำหนดวิธีการปันต้นทุน (Cost Allocation Definitions)
  • การปฏิบัติในขั้นตอนการปันต้นทุน (Cost Allocation Process)
  • การบริหารต้นทุน (Cost Management)
  • การคำนวณต้นทุนและราคาขาย (Cost & Sales Price Calculation)
  • การคำนวณต้นทุนจากฐานกิจกรรม (ABC – Activity Based Costing)
  • การกำหนดแนวทางและติดตามการคำนวณต้นทุนจากฐานกิจกรรม (Activity Based Cost  Tracing & Tracking)
  • ระบบการบริหารเงินสด (Cash Management)

ระบบการบริหารเงินสดได้รวมถึงความสามารถของระบบที่จะบันทึกค่าใช้จ่ายเงินสดหรือเงินฝาก การบันทึกการชำระเงินสดและการรับ รายงานการวางแผนเงินสด (Cash Project Report) การคำนวณความคาดหวังของเงินสดที่จะใช้และแหล่งที่มา เงินสดในปัจจุบันที่พร้อมใช้ประโยชน์ได้ (Expected Cash Users/Sources) และอื่นๆ รวมถึงการตรวจดูและวิเคราะห์การถือครองเงินสด (Analyzes Cash Holdings) การทำความตกลงทางด้านการเงิน (Financial Deals) และความเสี่ยงในการลงทุน (Investment Risk)

 

  • ระบบการบริหารงบประมาณ (Budgeting)

ระบบการบริหารงบประมาณได้รวมถึงการควบคุมงบประมาณหลักขององค์กร (Budgetary Controls) การทำบัญชีงบประมาณ (Budget Accounting) การพัฒนางบประมาณ (Budget Development) และการจัดสรรงบประมาณ (Budget Allocation) โดยระบบควรจะจัดเตรียมเครื่องมือให้เพียงพอที่จะทำให้ที่จะทำให้สามารถพัฒนารายละเอียดของงบประมาณ และการวิเคราะห์ โดยส่วนที่เพิ่มเติมควรจะสามารถเข้าไปรวมกันได้กับระบบการบริหารโครงการได้อย่างสมบูรณ์เสมือนระบบเดิม หรือไม่ก็ควรจะเชื่อมต่อกันได้

 

  • ระบบบัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable)

ระบบบัญชีเจ้าหนี้จะทำการติดตามกำหนดการจ่ายเงินจากลูกค้าที่จะต้องทำการจ่ายให้องค์กร โดยบรรจุเครื่องมือที่จะทำการควบคุม และเร่งการรับเงินจากรายการที่บันทึกไว้ของใบสั่งขาย (Sales Order) เพื่อโอนไปเป็นการรับชำระหนี้ โมดูลนี้ควรจะสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้

  • ระเบียบและนโยบายบัญชีและลูกหนี้ขององค์กร (AR Company Policies & Procedure)
  • ข้อมูลหลักของลูกค้าและหลักฐานการรับเงิน (Customer / Voucher Master Data)
  • การทำใบสำคัญในการรับเงิน และการวิเคราะห์ระยะเวลาการรับชำระหนี้ (Bill Processing & Aging Analysis)
  • การบริหารเงินเชื่อ (Credit Management)
  • เอกสารในการรับชำระเงินสด และขั้นตอนการรับเงิน (Credit/Payment Application, Receipt Processing)
  • ใบสำคัญในสมุดบัญชีรายวัน (Journal Voucher Processing)
  • การโอนข้อมูลบัญชีแยกประเภทลูกหนี้ (AR Ledger Posting)
  • การบัญชีต่างสกุลเงินและการแปลงอัตราแลกเปลี่ยน (Multicurrency Accounting & Conversion)
  • รายการเปลี่ยนแปลงบัญชีลูกหนี้ การควบคุม (AR Transactions & Controls)
  • รายงานต่างๆ สำหรับบัญชีลูกหนี้ (AR Reporting)

 รายงานการเงิน (Financial Reporting)

รายงานการเงินทำให้สามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพขององค์กรได้แม่นยำขึ้นโดยอาศัยข้อมูลจากรายงานเหล่านั้น โดยรายงานเหล่านี้จะอนุญาตให้องค์กรย่อยทราบรายละเอียดทางด้านการเงิน (Financial Information) ขณะเดียวกัน องค์กรใหญ่ที่ถือหุ้นในองค์กรย่อย (Subsidiaries) จะสามารถตรวจสอบผลการดำเนินการขององค์กรสาขาทั้งหมดและดูข้อมูลข่าวสารรวม (Consolidate) ไดัเช่นกัน โดยระบบควรจะมีเครื่องมือให้ผู้ใช้สามารถสร้างรายงานเพิ่มขึ้นเองได้ และจัดเตรียมความลึกที่เพียงพอของข้อมูล (Depth of Data) และการเข้าถึงข้อมูลการเงินที่จะสามารถสรุปได้จากข้อมูลทั้งหมด

  • การทำบัญชีโครงการ (Project Accounting)

ระบบบัญชีโครงการจะทำหน้าที่ตรวจดูต้นทุนและตารางการทำงานของแต่ละโครงการในระดับพื้นฐาน โดยจะถูกรวมโมดูลย่อยๆ ไว้ในนั้นเสมอ เช่น ระบบควบคุมโครงการ (Project Control) การวิเคราะห์โครงการ (Project Analyzer) งบประมาณโครงการ (Project Budgeting) การรักษาเวลาโครงการ (Project Timekeeping) บัญชีรายการสั่งซื้อของโครงการ (Project Billings) การบริหารสัญญา (Contract Management) และระบบการเชื่อมต่อวงจรการทำงาน (Workflow Communicator)

2.CO Controlling หรือโมดูลทางด้านบัญชีจัดการหรือบัญชีบริหาร

Controlling (CO) เป็นการทำบัญชีสำหรับภายใน เช่น รายงานสำหรับผู้บริหารที่ใช้ในการตัดสินใจ 

  • โครงสร้างแผนผังบัญชี (Chart of Account)
  •   การจัดการระบบบัญชีแยกประเภท (Ledger Management)
  •  การรวบรวมงบการเงินและการรายงาน (Financial Consolidation and Reporting)
  •  การบันทึกสมุดบัญชีรายวัน (Journal Entry)
  •  รายการเปลี่ยนแปลงบัญชีแยกประเภทใบสำคัญในสมุดบัญชีรายวัน (Journal Voucher Ledger Transactions)
  •  บัญชีแยกประเภทต้นทุนของโครงการ (Project Cost Ledger)
  •  การควบคุมบัญชีแยกประเภท (Ledger Control)
  •  การบัญชีต่างสกุลเงินและการแปลงอัตราแลกเปลี่ยน (Multicurrency Accounting and Conversion)
  •  การสอบถามข้อมูลและรายงานแบบทันทีทันใด (On-Line Inquiry Reporting)
  •  รายงานงบการเงิน (Financial Statement Reporting)
  •  การสร้างรายงานทางการเงิน (Financial Report Writer)
  •  การวิเคราะห์การผันแปรทางบัญชี (Variance Analysis)
  •  รายงานทางการเงินเพิ่มเติม (Additional Financial Reporting)

3.AM Fixed Assets Management หรือโมดูลทางด้านการจัดกาสินทรัพย์ถาวร

ระบบสินทรัพย์ถาวรจะทำการบริหารค่าเสื่อมราคา (Depreciation) และต้นทุนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น สิ่งก่อสร้าง ทรัพย์สมบัติ เครื่องมือ และอุปกรณ์ โมดูลนี้ควรจะสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้

o การบันทึกสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Record)

o รายการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ (Asset Transactions)

o ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ (Asset Depreciation)

o การลงบัญชีค่าเสื่อมราคา (Depreciation Books)

o การประเมินค่าใหม่ และการคำนวณอัตราดอกเบี้ย (Revaluation & Interest Calculation)

o รายงานภาษีต่างๆ (Tax Reporting)

4. SD Sale & Distributions หรือโมดูลทางด้านขายและการกระจายสินค้า

เป็นโมดูลที่รวบรวม ระบบการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยเริ่มตั้งแต่ระบบการบริหารการขาย (Sales Management) ระบบวิเคราะห์ยอดขาย (Sales Analysis) ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM-Customer Relationship Management) ระบบการคาดคะเนยอดขาย (Forecasting) ระบบการบริหารการสั่งซื้อ (Purchasing) รวมถึงระบบการบริหารคลังสินค้าและวัตถุดิบ (Inventory)

• ระบบการบริหารการขาย (Sales Management)

ระบบการบริหารการขาย จะเริ่มตั้งแต่การจัดเก็บฐานข้อมูลลูกค้า (Customer Master Database) การป้อนข้อมูลการสั่งซื้อ (Sales Order Data Entry) และการเก็บเกี่ยวข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานภาพของใบสั่งซื้อนั้นๆ เพื่อการตรวจสอบ โดยรวมถึงการป้อนใบสั่งซื้อ การติตตามการสั่งซื้อ รายงานสถานภาพใบสั่งซื้อ ราคา ใบกำกับสินค้า ข้อมูลพื้นฐานเพื่อนำไปใช้ในการสืบค้น รายละเอียดเกี่ยวกับลูกค้า การเสนอราคา การลดราคา การออกใบกำกับสินค้า (Invoicing) รวมถึงการบริการสอบถามข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต

• ระบบการวิเคราะห์ยอดขาย (Sales Analysis)

ระบบการวิเคาะห์ยอดขาย (Sales Analysis) จะทำการรวบรวมข้อูลของการขายผลิตภัณฑ์จากใบกำกับสินค้าทุกๆฉบับ โดยจะทำการจัดข้อมูลในหลายรูปแบบ มิติ และมุมมอง เช่น ยอดขายในปีนี้ถึงปัจจุบัน (Year-to-Date Sales) ยอดผลกำไร (Margin) ยอดต้นทุนขาย (Sales Cost) โดยสามารถเรียกดูข้อมูลเป็นรายเดือน รายปี หรือช่วงใดๆ ตามต้องการ และยังสามารถวิเคราะห์ยอดขายตามลูกค้า (By Customer) ตามผู้ขาย (Sales Person) ตามภูมิศาสตร์ (Geography) จังหวัด ประเทศ ทวีป ยอดขายตามผลิตภัณฑ์ (By Product Type and Product Group) รวมทั้งการจัดอันดับ (Ranking) ต่างๆ

• การยืนยันวันส่งสินค้า (ATP – Available To Promise)

การยืนยันวันส่งสินค้า (ATP – Available To Promise) จะถูกใช้งานในกรณีที่ ลูกค้าสอบถามถึงวันที่ที่เร็วที่สุดที่สามารถส่งสินค้าตามที่ลูกค้าสั่ง ให้กับลูกค้าได้ โดยต้องการคำตอบที่เร็วที่สุด ระบบนี้จะรับข้อมูลสินค้าและจำนวนที่ลูกค้าต้องการ และต้องทำการตรวจสอบข้อมูลจากระบบอื่น เช่น ข้อมูลสินค้า/วัตถุดิบคงคลัง (Inventory) ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการผลิต รวมถึงความสามารถในการส่งวัตถุดิบจากผู้ขาย โดยจะคำนวณว่า สินค้าในจำนวนที่มีการสอบถามเข้ามา จะสามารถผลิตและพร้อมส่งให้ลูกค้าได้ในวันใด และในกรณีที่ไม่มีวัตถุดิบเพียงพอ จะสามารถสั่งเข้ามาได้เมื่อไหร่ รวมถึงตารางการผลิตที่ว่าง เพื่อพร้อมสำหรับการผลิตด้วย

• ราคาและส่วนลดของผลิตภัณฑ์ (Pricing and Discounting)

การกำหนดราคาและส่วนลดและส่วนลดของผลิตภัณฑ์ (Pricing and Discounting) จะเริ่มตั้งแต่การประมวลผลใบสั่งซื้อของลูกค้า และเก็บสถานภาพเพื่อรายงานการย้อนตรวจสอบ การกำหนดราคาในแต่ละใบสั่งขาย จนกระทั่งถึงใบกำกับสินค้า (Invoicing) โดยรวมถึงการเสนอราคา (Quote Processing) และการลดราคา (Rebate) ในแต่ละสินค้าของลูกค้าแต่ละราย

• ระบบสนับสนุนการคาดคะเน (Forecasting)

ระบบสนับสนุนการคาดคะเน (Forecasting) จะทำหน้าที่สร้างและรับข้อมูลความต้องการสั่งซื้อในอนาคต (Sales Forecast) เพื่อคำนวณให้ได้ผลลัพธ์ความต้องการขององค์กร ทั้งในด้านความต้องการ การสั่งซื้อผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป หรือใบสั่งผลิตสินค้าล่วงหน้าให้โรงงานการผลิต หรือความต้องการการส่งวัตถุดิบล่วงหน้า หรือแม้แต่ความสามารถในการขยายกำลังการผลิตและบริการขององค์กรในอนาคต ทั้งในด้านเครื่องจักร กำลังคน เครื่องมือเครื่องใช้ และอุปกรณ์ต่างๆ

โดยในระบบสนับสนุนการคาดคะเนนั้น ควรมีความสามารถในการจำลอง (Simulation) ความต้องการการขายขององค์กร จากประวัติการขายขององค์กร (Sales History) หรือการคำนวณด้วยอัตรา (Ratio) ต่างๆ เช่น การเพิ่มยอดขายขึ้น30% ในช่วงฤดูร้อนของทุกๆปี หรือการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น 10 ปีอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นเวลา 1 ปีเป็นต้น

• ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์และอีคอมเมิร์ซ (CRM-Customer Relationship Management and E-Commerce)

ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM-Customer Relationship Management) เป็นการพัฒนามาจากระบบบริหารการติดต่อลูกค้า (Contact Management) โดยได้ทำการปรับปรุงขึ้น โดยรวมกับระบบที่เกี่ยวข้องกับการขายและการบริหารต่างๆ เช่น ระบบการขาย (Sales) ระบบการตลาด (Marketing) และเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้บริหารและลูกค้าเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ทางด้านการตลาด เช่น รูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ (Product Configuration) การแจ้งราคา (Quote) การจัดการนำเสนอ (Proposal Management) และสารานุกรมทางการตลาด (Marketing Encyclopedias) โดยอาจเพิ่มเติมบางงานที่ช่วยสนับสนุนงานด้านนี้เข้าไปด้วย เช่น การตั้งราคาที่ซับซ้อน (Complex Pricing) การจัดการการส่งเสริมการขาย (Sales Promotion Management) การวางแผนค่านายหน้า (Commission Plan) การบริหารทีมขาย (Team Sales) การจัดการรณรงค์และการโฆษณา (Campaign and Advertising Management) และสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่เน้นทางด้านการขายและการตลาด อาจรวมระบบศูนย์กลางการเรียกเข้าทางโทรศัพท์ (Call Center) การให้ความช่วยเหลือลูกค้า (Help Desks) การบริการส่วนพื้นที่ (Field Service) ​การทำนาย (Forecasting) และการวิเคราะห์ (Analysis)เข้าไปด้วย

โดยระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM-Customer Relationship Management) นั้น จะจัดเป็นระบบที่พัฒนาให้รวมกับระบบ ERP ในรุ่นใหม่ ดังนั้นบางองค์กรที่ไม่เน้นหนักทางด้านการขายและการตลาด อาจยกเว้นในการพิจารณาระบบนี้ก็ได้

• ระบบการบริหารการจัดซื้อ (Purchasing Management)

ระบบบริหารการจัดซื้อ (Purchasing Management) จะรวบรวมกลุ่มของระบบงาน ที่ทำการสนับสนุนการควบคุมการสั่งซื้อทุกประเภท รวมถึงการสั่งซื้อสินค้าสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบซึ่งจะนำมาผลิต โดยเริ่มตั้งแต่การออกใบสั่งซื้อ (Purchase Order) การรับของและการชำระเงิน (Receipt and Payment) ข้อมูลผู้ขาย (Vendor / Supplier Profile) และการวิเคราะห์ตรวจสอบต่างๆ (Analysis and Tracking) โดยระบบนี้ควรสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้

o ข้อมูลผู้ขาย (Vendor / Supplier Profile)

o การจัดเก็บใบเสนอราคา (Requisition and Quotation)

o การออกใบสั่งซื้อและการจัดการใบสั่งซื้อ (Purchase Orders and Purchase Orders Management )

o การควบคุมราคาและส่วนลด (Price and Discounts)

o การควบคุมสัญญาและข้อตกลงกับผู้ขาย (Vendors Contracts and Agreement)

o รายการทางด้านการจัดซื้อ (Online Procurement Reporting)

o การรับของ (Procurement Receipts)

o การประเมินผลผู้ขาย (Vendor Evaluation)

o การสนับสนุนการเชื่อมต่อข้อมูลจากภายนอก (Data Interface)

• ระบบการบริหารสินค้าคงคลังและวัตถุดิบ (Inventory Management)

ระบบการบริหารสินค้าคงคลังและวัตถุดิบ (Inventory Management) จะรวบรวมกลุ่มของระบบงานที่ทำการสนับสนุนการควบคุมคลังสินค้า และวัตถุดิบที่สำคัญเหล่านี้

o สร้างรายการเปลี่ยนแปลงของคลังสินค้าและวัตถุดิบ (Inventory Transaction) ทั้งการรับ (Receipt) การจ่าย (Issue) และการโอนย้าย (Transfer)

o ข้อห้ามต่างๆ ในการทำรายการเปลี่ยนแปลงของคลังสินค้าและวัตถุดิบ (Restrict Inventory Transaction)

o การตรวจสอบติดตาม (Monitor) รายการเปลี่ยนแปลงของคลังสินค้าและวัตถุดิบ (Inventory Transaction) และประวัติการบันทึกในระบบ

o การกำหนดโรงงาน คลังที่จัดเก็บ โรงเก็บสินค้า/วัตถุดิบ ที่หลากหลาย (Multiple Plant, Store and Warehouse)

o การควบคุม ติดตามที่ตั้งและกลุ่มของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ (Location and Lot Control)

o การจองและการจัดสรรวัตถุดิบและสินค้าคงคลัง (Reservation and Allocation)

o การตรวจนับของในคลังสินค้าตามวาระ (Cycle Count) เพื่อพิสูจน์จำนวนยอดคงคลังในมือ (On-hand Qty)

o การปรับยอดในคลัง (Inventory Adjustment)

o ความสามารถในการใช้หน่วยวัดที่หลากหลาย (Multiple Unit of Measurement)

o การวิเคราะห์แบบเอบีซี (ABC Analysis) เพื่อแบ่งกลุ่มความสำคัญของผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ

o รายงานต่างๆ เกี่ยวกับระบบคลังสินค้าและวัตถุดิบ

• ระบบการวางแผนความต้องการวัตถุดิบ (MM – Management )

ระบบการวางแผนความต้องการวัตถุดิบ (MRP – Material Requirement Planning) เป็นกุญแจสำคัญของการวางแผนโรงงาน ซึ่งจะใช้ตารางการผลิตหลักของโรงงานและแหล่งที่มาของอุปสงค์และอุปทานอื่นๆ เพื่อคำนวณหา

o ความต้องการสุทธิและวัตถุดิบคงคลังในมือที่ได้วางแผนไว้

o ตารางและแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบ

o ข้อควรปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับการวางแผนวัตถุดิบ เช่นการสั่งให้ซื้อเพิ่มหรือยกเลิกการซื้อวัตถุดิบในบางรายการ

MRP จะคำนวณถึงสมดุลของอุปทานและอุปสงค์ของรายการที่ต้องซื้อและรายการที่ต้องการผลิต โดยจะบอกถึงจำนวนอุปสงค์หรือความต้องการ และคำนวณระยะเวลาที่ต้องทำการสั่งซื้อเพิ่มเติมให้เต็มความต้องการ

โดย MRP จะมองที่ความต้องการผลิตภัณฑ์ของผู้ซื้อ (Finished Items demand) และใช้โครงสร้างของผลิตภัณฑ์ (Product Structure) เพื่อคำนวณหาความต้องการของรายการส่วนประกอบ (Component Items) โดยแต่ละรายการส่วนประกอบนั้น จะพิจารณาถึงรายละเอียดรายของการสั่งซื้อ (Order Information) จำนวนของวัตถุดิบคงคลังในมือ (Inventory On Hand) ระยะเวลาในการสั่งซื้อ (Lead Time) โดยจะสร้างแผนการสั่งซื้อ/ผลิต (Planned Ordered) และคำแนะนำต่างๆ เป็นเสมือนผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ

แหล่งที่มาของความต้องการ (Source of Demand) มีดังต่อไปนี้

o ใบสั่งขายสินค้า (Sales Orders)

o ตารางการส่งของจากลูกค้า (Customer Schedule Order)

o การประมาณการยอดขายหรือการผลิต (Sales Forecast or Production Forecast)

o ปริมาณขั้นต่ำเพื่อความปลอดภัย (Safety stock) หรือความต้องการพิเศษจากโรงงาน (Special Requirement from Manufacturing)

แหล่งที่มาของสิ่งที่มีอยู่ (Source of Supply) มีดังต่อไปนี้

o จำนวนของวัตถุดิบคงคลังในมือ (QOH – Quantity on hand)

o ใบสั่งซื้อวัตถุดิบ (Material Purchase Order)

o ใบสั่งผลิตในโรงงาน (Work Order or Manufacturing Order)

o ตารางการส่งวัตถุดิบจากผู้ขาย (Supplier schedule order)

5. ระบบการวางแผนความต้องการวัตถุดิบ (MM – Management )

ระบบการวางแผนความต้องการวัตถุดิบ (MRP – Material Requirement Planning) เป็นกุญแจสำคัญของการวางแผนโรงงาน ซึ่งจะใช้ตารางการผลิตหลักของโรงงานและแหล่งที่มาของอุปสงค์และอุปทานอื่นๆ เพื่อคำนวณหา
o ความต้องการสุทธิและวัตถุดิบคงคลังในมือที่ได้วางแผนไว้
o ตารางและแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบ
o ข้อควรปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับการวางแผนวัตถุดิบ เช่นการสั่งให้ซื้อเพิ่มหรือยกเลิกการซื้อวัตถุดิบในบางรายการ
MRP จะคำนวณถึงสมดุลของอุปทานและอุปสงค์ของรายการที่ต้องซื้อและรายการที่ต้องการผลิต โดยจะบอกถึงจำนวนอุปสงค์หรือความต้องการ และคำนวณระยะเวลาที่ต้องทำการสั่งซื้อเพิ่มเติมให้เต็มความต้องการ
โดย MRP จะมองที่ความต้องการผลิตภัณฑ์ของผู้ซื้อ (Finished Items demand) และใช้โครงสร้างของผลิตภัณฑ์ (Product Structure) เพื่อคำนวณหาความต้องการของรายการส่วนประกอบ (Component Items) โดยแต่ละรายการส่วนประกอบนั้น จะพิจารณาถึงรายละเอียดรายของการสั่งซื้อ (Order Information) จำนวนของวัตถุดิบคงคลังในมือ (Inventory On Hand) ระยะเวลาในการสั่งซื้อ (Lead Time) โดยจะสร้างแผนการสั่งซื้อ/ผลิต (Planned Ordered) และคำแนะนำต่างๆ เป็นเสมือนผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ

แหล่งที่มาของความต้องการ (Source of Demand) มีดังต่อไปนี้
o ใบสั่งขายสินค้า (Sales Orders)
o ตารางการส่งของจากลูกค้า (Customer Schedule Order)
o การประมาณการยอดขายหรือการผลิต (Sales Forecast or Production Forecast)
o ปริมาณขั้นต่ำเพื่อความปลอดภัย (Safety stock) หรือความต้องการพิเศษจากโรงงาน (Special Requirement from Manufacturing)

แหล่งที่มาของสิ่งที่มีอยู่ (Source of Supply) มีดังต่อไปนี้
o จำนวนของวัตถุดิบคงคลังในมือ (QOH – Quantity on hand)
o ใบสั่งซื้อวัตถุดิบ (Material Purchase Order)
o ใบสั่งผลิตในโรงงาน (Work Order or Manufacturing Order)
o ตารางการส่งวัตถุดิบจากผู้ขาย (Supplier schedule order)

6. PP Production Planning หรือโมดูลทางด้านการวางแผนการผลิต

โมดูลนี้ได้รวบรวมขั้นตอนการทำงานของระบบการบริหารการผลิตไว้ โดยจะครอบคลุมถึงระบบงานด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต เช่น การวางแผนการผลิต การจัดการใบสั่งผลิต จนกระทั่งถึงการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า และการคิดต้นทุนการผลิต

  •  ระบบการจัดการข้อมูลผลิตภัณฑ์ (PDM – Product Data Management)

ระบบการจัดการข้อมูลผลิตภัณฑ์ จะรวมถึงรายการวัตถุดิบ (Bill Of Material) ขั้นตอนการผลิต (Routings) และระบบที่สนับสนุนการจัดการการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรม (Engineering Change Management) โดยระบบดังกล่าวจะรวมมุมมองทุกอย่างเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพื่อเตรียมข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ เพื่อให้วิศวกรนำไปใช้เป็นประโยชน์ในการออกแบบผลิตภัณฑ์

• โครงสร้างของผลิตภัณฑ์หรือรายการวัตถุดิบ (Product Structure / BOM – Bill Of Material)

โครงสร้างของผลิตภัณฑ์หรือรายการวัตถุดิบ (Product Structure / BOM – Bill Of Material) จะรวบรวมรายการของวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์นั้นๆไว้ โดยระบุความสัมพันธ์เป็นระดับชั้น พร้อมทั้งส่วนประกอบและจำนวนที่ต้องการใช้เป็นสำคัญ และรายละเอียดเพิ่มเติมที่ควรมี เช่น การกำหนดส่วนประกอบที่ใช้แทนกัน (Substitute/Phantom Component) วันที่มีผลบังคับใช้ในส่วนประกอบแต่ละรายการ (Effective Date) การประมาณของเสียในแต่ละส่วนประกอบ (Scrap Percentage) และความสัมพันธ์กับระบบการจัดการการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรม (Engineering Change Management) ที่เกี่ยวข้องกับรายการวัตถุดิบ

• ขั้นตอนการผลิต (Routing)

ขั้นตอนการผลิต (Routing) จะประกอบด้วยอย่างน้อยหนึ่งขั้นตอน หรือมากกว่า โดยจะเรียงตามลำดับจากขั้นตอนแรกไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย โดยแต่ละขั้นตอนการผลิตจะต้องสามารถระบุได้ถึง เวลาที่ใช้ในการผลิต (Run Time) เวลาที่สูญเสียในแต่ละขั้นตอน (Waste Time) จำนวนแรงงานหรือเครื่องจักรที่ใช้ในขั้นตอนการผลิต (Man or Machine Usage) ขั้นตอนที่ใช้ทดแทน (Alternate Routing) วันที่มีผลบังคับใช้ในส่วนประกอบแต่ละขั้นตอน (Effective Date) การประมาณผลผลิตดีในแต่ละขั้นตอน (Yield Percentage) การระบุขั้นตอนแบบให้ผู้รับเหมาช่วง (Subcontractor) การคำนวณหาระยะเวลาในการผลิตผลิตภัณฑ์ (Roll Up Total Lead Time) และความสัมพันธ์กับระบบการจัดการการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรม (Engineering Change Management) ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการผลิต

• ระบบการวางแผนความต้องการวัตถุดิบ (MRP – Material Requirement Planning)

ระบบการวางแผนความต้องการวัตถุดิบ (MRP – Material Requirement Planning) เป็นกุญแจสำคัญของการวางแผนโรงงาน ซึ่งจะใช้ตารางการผลิตหลักของโรงงานและแหล่งที่มาของอุปสงค์และอุปทานอื่นๆ เพื่อคำนวณหา

o ความต้องการสุทธิและวัตถุดิบคงคลังในมือที่ได้วางแผนไว้

o ตารางและแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบ

o ข้อควรปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับการวางแผนวัตถุดิบ เช่นการสั่งให้ซื้อเพิ่มหรือยกเลิกการซื้อวัตถุดิบในบางรายการ

MRP จะคำนวณถึงสมดุลของอุปทานและอุปสงค์ของรายการที่ต้องซื้อและรายการที่ต้องการผลิต โดยจะบอกถึงจำนวนอุปสงค์หรือความต้องการ และคำนวณระยะเวลาที่ต้องทำการสั่งซื้อเพิ่มเติมให้เต็มความต้องการ

โดย MRP จะมองที่ความต้องการผลิตภัณฑ์ของผู้ซื้อ (Finished Items demand) และใช้โครงสร้างของผลิตภัณฑ์ (Product Structure) เพื่อคำนวณหาความต้องการของรายการส่วนประกอบ (Component Items) โดยแต่ละรายการส่วนประกอบนั้น จะพิจารณาถึงรายละเอียดรายของการสั่งซื้อ (Order Information) จำนวนของวัตถุดิบคงคลังในมือ (Inventory On Hand) ระยะเวลาในการสั่งซื้อ (Lead Time) โดยจะสร้างแผนการสั่งซื้อ/ผลิต (Planned Ordered) และคำแนะนำต่างๆ เป็นเสมือนผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ

แหล่งที่มาของความต้องการ (Source of Demand) มีดังต่อไปนี้

o ใบสั่งขายสินค้า (Sales Orders)

o ตารางการส่งของจากลูกค้า (Customer Schedule Order)

o การประมาณการยอดขายหรือการผลิต (Sales Forecast or Production Forecast)

o ปริมาณขั้นต่ำเพื่อความปลอดภัย (Safety stock) หรือความต้องการพิเศษจากโรงงาน (Special Requirement from Manufacturing)

แหล่งที่มาของสิ่งที่มีอยู่ (Source of Supply) มีดังต่อไปนี้

o จำนวนของวัตถุดิบคงคลังในมือ (QOH – Quantity on hand)

o ใบสั่งซื้อวัตถุดิบ (Material Purchase Order)

o ใบสั่งผลิตในโรงงาน (Work Order or Manufacturing Order)

o ตารางการส่งวัตถุดิบจากผู้ขาย (Supplier schedule order)

• ระบบการวางแผนความต้องการความสามารถทางการผลิต (CRP – Capacity Requirement Planning)

ระบบการวางแผนความต้องการความสามารถทางการผลิต (CRP – Capacity Requirement Planning) จะใช้แผนการสั่งผลิต (Planned Order) ที่ได้จากระบบ MRP ในการวัดภาระการผลิตของแต่ละหน่วยการผลิต โดยจะคำนวณภาระหน้าที่หรืองานที่ต้องทำ (Workload) สำหรับแต่ละแผนก (Department) จุดการทำงาน (Work center) หรือเครื่องจักร (Machine) โดยจะทำการแจกแจงขั้นตอนการผลิต (Routing) กระบวนการของแผนการสั่งผลิต (Planned Order) แผนการสั่งผลิตที่ได้รับการยืนยันแล้ว (Firm Planned Order) และกำหนดถึงวันที่จะเริ่มต้นการผลิตและวันกำหนดเสร็จ ของแต่ละขั้นตอน โดยอ้างถึงปฏิทินการทำงานของจุดการผลิต (Shop Calendar) นั้นๆ เป็นเกณฑ์

• ระบบการวางแผนการผลิต (Production Planning)

การวางแผนการผลิตจะทำการจัดวางตารางการผลิตรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน สำหรับองค์กรที่มีโรงงานสำหรับผลิตสินค้า โดยจะปฏิบัติตามกำลังการผลิตของโรงงานนั้นๆ รวมถึงการประมาณการณ์ การกำหนดลำดับการทำงานผลิตก่อน -หลัง และการวางแผนวัตถุดิบ เป็นต้น

• ระบบควบคุมการผลิต (Shop Floor Control)

ระบบควบคุมการผลิตจะทำการจัดเตรียม การควบคุมการผลิต การติดตามสถานะของใบสั่งผลิตในโรงงานที่ทำการผลิต รวมถึงการส่งมอบใบสั่งผลิต การวางแผนความสามารถในการผลิต การจัดสรรทรัพยากร การติดตามผลการผลิตและรายงานผลการผลิตการตรวจสอบ ติดตามของเสียและการสิ้นเปลืองในการผลิต

• ระบบต้นทุนทางด้านการผลิต (Production Cost)

ระบบต้นทุนทางด้านการผลิต จะทำการวิเคราะห์ ค้นหา ต้นทุนต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการผลิต จนกระทั่งได้ต้นทุนรวมของผลิตภัณฑ์ โดยต้นทุนรวมของผลิตภัณฑ์จะต้องมีความเกี่ยวพันถึง ต้นทุนค่าแรงงาน (Labor Cost) ต้นทุนค่าวัตถุดิบ (Material Cost) ต้นทุนของโรงงานการผลิต (Manufacturing Cost) และค่าใช้จ่ายประจำหรือค่าโสหุ้ย (Overhead Cost) โดยจัดเตรียมวิธีการจัดการต้นทุนที่มีความหลากหลาย เช่น การคำนวณต้นทุนแบบมาตรฐาน (Standard Cost) แบบตามค่าใช้จ่ายจริง (Actual Cost) แบบต้นทุนเฉลี่ย (Average Cost) เป็นต้น

• ระบบการบริหารการผลิตแบบกลุ่มโครงการ (Project Management)

ระบบการบริหารการผลิตแบบกลุ่มโครงการจะทำการตรวจสอบต้นทุนและตารางการผลิตโดยพื้นฐานของโครงการแต่ละโครงการ โดยส่วนใหญ่จะต้องประกอบด้วยระบบการควบคุมโครงการ ระบบการวิเคราะห์โครงการ ระบบควบคุมงบประมาณ โครงการ ระบบการรักษาเวลา เพื่อสนับสนุนให้การผลิตในโครงการนั้นมีประสิทธิผล และทำกำไรได้สูงสุด

7. QM Quality Management หรือโมดูลทางด้านการจัดการด้านคุณภาพ

ระบบการจัดการคุณภาพ จะทำการรวบรวมเทคนิคในการปฏิบัติงานต่างๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการในการควบคุมคุณภาพ (Quality Control) การสร้างและการบริหารแผนการตรวจสอบคุณภาพ (Inspection Plan) การควบคุมการสูญเสียที่เกิดจากการผลิต (Defective Control) และการรวบรวมระเบียบการตรวจสอบคุณภาพ (Inspection Procedure) โดยระบบนี้ควรจะสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้

o การใช้วัตถุดิบเกินมาตรฐานที่กำหนด เนื่องจากการสูญเสียที่เกิดจากผลิต จะต้องมีการปรับค่าวัตถุดิบในมือด้วย

o เมื่อเกิดมีวัตถุดิบเสียหายอันเกิดมาจากตัววัตถุดิบเอง ระบบจะต้องมีการบันทึก/รายงานการเสียหายนั้น การกระทำการแก้ไข (Corrective Action) การวิเคราะห์ความเสียหาย (Failure Analysis) เพื่อให้รายงานนั้นส่งถึงผู้ขายวัตถุดิบ ซึ่งอาจจะเป็นระบบอัตโนมัติก็ได้

o การบันทึก/วัดผล การตรวจสอบวัตถุดิบ/ผลิตภัณฑ์ รายงานแบบผู้ขายและแบบรายการวัตถุดิบ/ผลิตภัณฑ์

o การแยกกลุ่มวัตถุดิบคงคลัง แบบยังไม่ได้มีการตรวจสอบคุณภาพ ไม่ให้รวมกับวัตถุดิบคงคลังที่ทำการตรวจเรียบร้อยแล้ว

o การสอบถาม/รายงานข้อมูลการตรวจสอบวัตถุดิบ/ผลิตภัณฑ์ รวมถึงการติดตามสืบค้น วิธีการ/ผลตรวจสอบ โดยข้อมูลดังกล่าวจะต้องเก็บข้อมูลอย่างละเอียด ซึ่งจะต้องรวมถึง ปริมาณของสูญเสียที่เกิดจากการผลิต (Quantity Defected) ปริมาณของเสียที่คัดทิ้งที่เกิดจากการผลิต (Quantity Rejected) เหตุผลของการสูญเสียที่เกิดจากการผลิต (Defected/Rejected Reason) แนวทางการแก้ไข/ปฏิบัติ (Corrective Action)

o การแยกกลุ่มผลิตภัณ์ที่ไม่ได้คุณภาพ ที่ต้องการซ่อมแซม (Rework status) วัตถุดิบคงคลัง แบบยังไม่ได้มีการตรวจสอบคุณภาพ ไม่ให้รวมกับวัตถุดิบคงคลังที่ทำการตรวจเรียบร้อยแล้ว

8. PM Plant Maintenance หรือโมดูลทางด้านการซ่อมบำรุงโรงงาน

เป็นโปรแกรมการบริหารงาน และควบคุมระบบการซ่อมบํารุงด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เป็นการบริหารงาน และควบคุมระบบการซ่อมบํารุง ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นระบบการทำงานภายใต้ระบบงาน SAP ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันในบริษัทชั้นนำทั่วไป โดยการควบคุมระบบงานซ่อมด้วย ใบสั่งงาน (MO – Maintenance Order) และการวางแผนงานบำรุงรักษา (Preventive Maintenance) โดยระบบมีความสอดคล้องกับระบบ TPM (Total Preventive Maintenance) ซึ่งระบบ TPM นั้น เป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในระบบอุตสาหกรรม

ซึ่งประกอบด้วย 5 Module ใหญ่ๆ ดังนี้

1.ระบบการบริหารการซ่อม (Repair/Corrective Maintenance)

o แจ้งซ่อม (MR. Maintenance Request)

o ใบสั่งซ่อม (MO. Maintenance Order)

o ปิดงานซ่อม (MC. Maintenance Complete)

o ตรวจรับงานซ่อม (MA. Maintenance Approved)

o วิเคราะห์/รายงาน/กราฟ สรุปการทำ Maintenance

Ø เวลาเครื่องจักรหยุด (Downtime)

Ø แนวโน้มการหยุดของเครื่องจักร (Trend of Downtime)

Ø ประสิทธิภาพของเครื่องจักร (Performance of Machine)

Ø ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง (B.M. Budget)

Ø สาเหตุการเสียของเครื่องจักร (Root cause of Machine)

2.ระบบการบริหารการบำรุงรักษา (Preventive Maintenance System : P.M.)

o สร้างแผนงานบำรุงรักษา (P.M. Create)

Ø กำหนดแผน (วัน/สัปดาห์/เดือน/ปี)

Ø กำหนดวันทำงาน

Ø กำหนดคน

Ø กำหนดเวลาการทำงาน

Ø กำหนดการเปลี่ยนอะไหล่

o ออกใบสั่งงานบำรุงรักษา (P.M. Work Order)

o ปิดงานบำรุงรักษา (P.M. Complete)

o ตรวจรับงานบำรุงรักษา (P.M. Approved)

o วิเคราะห์/รายงาน/กราฟ สรุปการทำ P.M.

Ø ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา (P.M. Budget)

Ø ติดตามแผนบำรุงรักษา (P.M. PM Plus+TM up)

Ø วิเคราะห์แผนบำรุงรักษา (P.M. Analyses)

Ø วิเคราะห์แรงงาน (Labor Analyses)

3.ระบบการบริหารพัสดุ, การสั่งซื้อและการบริหารต้นทุนแรงงาน (Material Reservation, External Procurement, Labor Cost)

o บริหารจัดการ stock พัสดุแบบรวมศูนย์ (Spare Part Pool)

o บริหารจัดการสั่งซื้อพัสดุจากภายนอก

o บริหารจัดการต้นทุนแรงงานในการซ่อมบำรุง

4.ระบบการบริหารประวัติการซ่อมบำรุง (Maintenance History)

o เก็บบันทึกประวัติการซ่อมบำรุงทั้งในส่วนของ Report ต่างๆ, ค่า downtime, ประวัติการซ่อม,ประวัติเครื่องจักร, BOM ของเครื่องจักร

5.ระบบการบริหารต้นทุนและการวิเคราะห์การซ่อมบำรุง

o สามารถบริหารต้นทุนของการซ่อมบำรุง

o สามารถวิเคราะห์ต้นทุนหรือการซ่อมบำรุงได้หลายรูปแบบ

9.HR Human Resource หรือโมดูลทางด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล

โมดูลทรัพยากรบุคคลจะประกอบด้วย โปรแกรมทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับงานบริหารงานบุคคล สำหรับผู้บริหารและพนักงานทกๆคน เช่น การบริหารงานบุคคล (Personnel Management) การจัดการคุณประโยชน์ (Benefit Management) ระบบการบริหารเวลาการทำงาน (Attendance System) การจัดการค่าจ้างหรือเบี้ยเลี้ยง (Payroll Management) การประเมินผลงาน (Evaluation System) โดยทั้งนี้และทั้งนั้น โมดูลทรัพยากรบุคคลจะเป็นโมดูลที่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จ/ความล้มเหลว ของระบบ ERP น้อยที่สุด และโดยเฉพาะในประเทศไทย โมดูลทรัพยากรบุคคลในระบบ ERP จะไม่นิยมถูกเลือกใช้ อันเนื่องมาจากความไม่เหมาะสมของสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้าน ภาษี วิธีการทำงานที่แตกต่างกัน เงื่อนไขของรายได้ ผลประโยชน์ เป็นต้น

  •  ระบบการบริหารงานบุคคล (Personnel Management)

​ระบบการบริหารงานบุคคล จะรวมระบบงานต่างๆ ที่รองรับการทำงานด้านบริหารงานบุคคลไว้ด้วยกันเช่น การคัดสรรบุคคลากร ฐานข้อมูลส่วนบุคคล การสืบค้นข้อมูลส่วนบุคคลในอดีต โครงสร้างองค์กร การบริหารการฝึกอบรม/การพัฒนาอาชีพ การจัดการการใช้รางวัล การจัดการโครงสร้างตำแหน่งและค่าจ้าง การบริหารวันหยุด และวันลาต่างๆ เช่น

– การลาป่วย

– การลาพักร้อน

– การลากิจ

– การลาเพื่อกิจการขององค์กร

– การลาประเภทอื่นๆ

​ทั้งนี้ควรรวมถึงการจัดการค่าตอบแทน การจัดการงบประมาณและต้นทุน การจัดการค่าใช้จ่าย รายงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ การสืบค้นประวัติการลงโทษทางวินัย การบันทึกข้อมูลอุบัติเหตุ/การบาดเจ็บ และการสูญเสียเวลาการทำงานของพนักงาน และรายงานต่างๆที่เกี่ยวกับข้อมูลพนักงานและประวัติในอดีต

• ระบบการบริหารเวลาการทำงาน (Attendance Management)

​​ระบบการบริหารเวลาการทำงาน จะทำหน้าที่เก็บข้อมูลทางด้านเวลาการทำงานของพนักงาน เวลาเข้าทำงานและเวลาเลิกงาน คำนวณชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา คำนวณค่าเบี้ยเลี้ยงต่างๆ คำนวณเงินหัก โดยระบบจะต้องเชื่อมต่อกับระบบการบริหารงานบุคคลเพื่อตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล ฐานรายได้ต่างๆ ในการคำนณเบี้ยเลี้ยง ตรวจสอบการลาต่างๆ และระบบจะต้องทำการเชื่อมต่อกับระบบการบริหารเงินเดือนหรือการจ่ายค่าจ้าง เพื่อรวบรวมรายได้ของพนักงานแต่ละคน ในงวดค่าจ้างต่อไป

​โดยปกติระบบนี้อาจจะไม่มีในระบบ ERP บางราย หรือเงื่อนไขอาจไม่ตรงกับลักษณะการทำงาน ขององค์กรนั้นๆ โดยเฉพาะ ERP ที่มาจากทางด้านยุโรปและสหรัฐอเมริกา ดังนั้น อาจนำระบบการบริหารเวลาการทำงานจากภายนอก มาเชื่อมต่อ อาจจะมีประสิทธิภาพดีกว่า

• ระบบการบริหารเงินเดือน (Payroll Management)

​ระบบการบริหารเงินเดือน จะทำหน้าที่จัดการทางด้านการเงิน โดยการเตรียมการคำนวณ เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยงและเนหักต่างๆ ในแต่ละงวดการจ่ายค่าจ้าง/เงินเดือน โดยระบบการบริหารเงินเดือนจะต้องรองรับการคำนวณและหักภาษี การเตรียมเช็คเพื่อสั่งจ่าย รวมถึงการเก็บข้อมูลเพื่อรองรับการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง

• ระบบการประเมินผล (Evaluation)

​ระบบการประเมินผล จะทำหน้าที่รวบรวมประวัติการทำงานของพนักงานแต่ละคนในการขาดงาน ลา สายและจัดเตรียมการเก็บข้อมูล/ประมวลผล การประเมินผลงานจากหัวหน้างาน เพื่อคำนวณร่วมกับสูตรการขึ้นเงินเดือน อัตราการจ่ายเงินโบนัส หรือเงินปันผล ในแต่ละงวดการประเมิน

10.TR Treasury หรือโมดูลทางด้านการบริหารการเงิน

• ระบบการบริหารเงินสด (Cash Management)

ระบบการบริหารเงินสดได้รวมถึงความสามารถของระบบที่จะบันทึกค่าใช้จ่ายเงินสดหรือเงินฝาก การบันทึกการชำระเงินสดและการรับ รายงานการวางแผนเงินสด (Cash Project Report) การคำนวณความคาดหวังของเงินสดที่จะใช้และแหล่งที่มา เงินสดในปัจจุบันที่พร้อมใช้ประโยชน์ได้ (Expected Cash Users/Sources) และอื่นๆ รวมถึงการตรวจดูและวิเคราะห์การถือครองเงินสด (Analyzes Cash Holdings) การทำความตกลงทางด้านการเงิน (Financial Deals) และความเสี่ยงในการลงทุน (Investment Risk)

• ระบบการบริหารงบประมาณ (Budgeting)

ระบบการบริหารงบประมาณได้รวมถึงการควบคุมงบประมาณหลักขององค์กร (Budgetary Controls) การทำบัญชีงบประมาณ (Budget Accounting) การพัฒนางบประมาณ (Budget Development) และการจัดสรรงบประมาณ (Budget Allocation) โดยระบบควรจะจัดเตรียมเครื่องมือให้เพียงพอที่จะทำให้ที่จะทำให้สามารถพัฒนารายละเอียดของงบประมาณ และการวิเคราะห์ โดยส่วนที่เพิ่มเติมควรจะสามารถเข้าไปรวมกันได้กับระบบการบริหารโครงการได้อย่างสมบูรณ์เสมือนระบบเดิม หรือไม่ก็ควรจะเชื่อมต่อกันได้

• ระบบบัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable)

ระบบบัญชีเจ้าหนี้จะทำการติดตามกำหนดการจ่ายเงินจากลูกค้าที่จะต้องทำการจ่ายให้องค์กร โดยบรรจุเครื่องมือที่จะทำการควบคุม และเร่งการรับเงินจากรายการที่บันทึกไว้ของใบสั่งขาย (Sales Order) เพื่อโอนไปเป็นการรับชำระหนี้ โมดูลนี้ควรจะสนับสนุนขั้นตอนการทำงานสำคัญๆ เหล่านี้

o ระเบียบและนโยบายบัญชีและลูกหนี้ขององค์กร (AR Company Policies & Procedure)

o ข้อมูลหลักของลูกค้าและหลักฐานการรับเงิน (Customer / Voucher Master Data)

o การทำใบสำคัญในการรับเงิน และการวิเคราะห์ระยะเวลาการรับชำระหนี้ (Bill Processing & Aging Analysis)

o การบริหารเงินเชื่อ (Credit Management)

o เอกสารในการรับชำระเงินสด และขั้นตอนการรับเงิน (Credit/Payment Application, Receipt Processing)

o ใบสำคัญในสมุดบัญชีรายวัน (Journal Voucher Processing)

o การโอนข้อมูลบัญชีแยกประเภทลูกหนี้ (AR Ledger Posting)

o การบัญชีต่างสกุลเงินและการแปลงอัตราแลกเปลี่ยน (Multicurrency Accounting & Conversion)

o รายการเปลี่ยนแปลงบัญชีลูกหนี้ การควบคุม (AR Transactions & Controls)

o รายงานต่างๆ สำหรับบัญชีลูกหนี้ (AR Reporting)

• รายงานการเงิน (Financial Reporting)

รายงานการเงินทำให้สามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพขององค์กรได้แม่นยำขึ้นโดยอาศัยข้อมูลจากรายงานเหล่านั้น โดยรายงานเหล่านี้จะอนุญาตให้องค์กรย่อยทราบรายละเอียดทางด้านการเงิน (Financial Information) ขณะเดียวกัน องค์กรใหญ่ที่ถือหุ้นในองค์กรย่อย (Subsidiaries) จะสามารถตรวจสอบผลการดำเนินการขององค์กรสาขาทั้งหมดและดูข้อมูลข่าวสารรวม (Consolidate) ไดัเช่นกัน โดยระบบควรจะมีเครื่องมือให้ผู้ใช้สามารถสร้างรายงานเพิ่มขึ้นเองได้ และจัดเตรียมความลึกที่เพียงพอของข้อมูล (Depth of Data) และการเข้าถึงข้อมูลการเงินที่จะสามารถสรุปได้จากข้อมูลทั้งหมด

11.WF Workflow หรือโมดูลทางด้าน Flow ของกระบวนการทำงาน

o สร้างรายการเปลี่ยนแปลงของคลังสินค้าและวัตถุดิบ (Inventory Transaction) ทั้งการรับ (Receipt) การจ่าย (Issue) และการโอนย้าย (Transfer)

o ข้อห้ามต่างๆ ในการทำรายการเปลี่ยนแปลงของคลังสินค้าและวัตถุดิบ (Restrict Inventory Transaction)

o การตรวจสอบติดตาม (Monitor) รายการเปลี่ยนแปลงของคลังสินค้าและวัตถุดิบ (Inventory Transaction) และประวัติการบันทึกในระบบ

o การกำหนดโรงงาน คลังที่จัดเก็บ โรงเก็บสินค้า/วัตถุดิบ ที่หลากหลาย (Multiple Plant, Store and Warehouse)

o การควบคุม ติดตามที่ตั้งและกลุ่มของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ (Location and Lot Control)

o การจองและการจัดสรรวัตถุดิบและสินค้าคงคลัง (Reservation and Allocation)

o การตรวจนับของในคลังสินค้าตามวาระ (Cycle Count) เพื่อพิสูจน์จำนวนยอดคงคลังในมือ (On-hand Qty)

o การปรับยอดในคลัง (Inventory Adjustment)

o ความสามารถในการใช้หน่วยวัดที่หลากหลาย (Multiple Unit of Measurement)

o การวิเคราะห์แบบเอบีซี (ABC Analysis) เพื่อแบ่งกลุ่มความสำคัญของผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ

o รายงานต่างๆ เกี่ยวกับระบบคลังสินค้าและวัตถุดิบ

12. IS Industry Solutions คือส่วนระบบงานธุรกิจเฉพาะ โดยที่ไม่ใช่โมดูลมาตร

ส่วนระบบงานธุรกิจเฉพาะ โดยที่ไม่ใช่โมดูลมาตรฐานของระบบ SAP R/3 ซึ่งจะมีทั้งระบบ Aerospace, Automotive, Banking, Chemicals, Consumer Products, Engineering and Construction, Healthcare, Higher

ที่มา

http://it-edu.exteen.com/20091113/intro-sap-2-sap

http://it.eau.ac.th/

http://course.eau.ac.th/course/Download/0240814/erpmodule.doc

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s