Case Study พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

กรณีศึกษาที่ 1 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

จับ2-ปล่อยข่าว อัปมงคล โพสต์”เน็ต”หุ้นดิ่ง


ล็อกคาสนามบิน บิ๊กค้าหุ้นยูบีเอส สาว43รับข้อหา อีกคนหนุ่มซิมิโก้ ยึดคอม-สาวต่อ

ตร.รวบแล้ว 2 ตัว การปล่อยข่าวลืออัปมงคลทำหุ้นตก คนแรกเป็นพนักงานชายย่านสีลม ค้นที่อยู่พบหลักฐานโพสต์ข้อความลงเว็บไซต์ อีกคนเป็นผู้บริหารหญิงของหลักทรัพย์ ยูบีเอสตร.ไปรอจับที่สุวรรณภูมิ หลังลงเครื่องกลับจากเวียนนา สารภาพโพสต์ข้อความตามสำนักข่าวต่างประเทศ ไม่มีเจตนาปั่นหุ้น อ้างประชาชนอยากรู้ว่าทำไมหุ้นตก     เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 1 พ.ย. พล.ต.ต. ปัญญา มาเม่น รองผบช.ก. พล.ต.ต.อดิษร์ งามจิตสุขศรี ผบก.ทท. พ.ต.อ.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองผบก.ปอท. พ.ต.อ.อชายน ไกรทอง กก.1 บก.ทท. พ.ต.ท.พันธนะ นุชนารถ รองผกก.1 บก.ทท. นำกำลังจับกุมนายคธา  ปาจาจริยพงษ์ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 6/156 ซอยปลูกจิตต์ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม. พนักงานบริษัท หลักทรัพย์ซิมิโก้ จำกัด ในความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีโพสต์ข้อ ความลงเว็บไซต์เกี่ยวกับข่าวลือร้ายแรง จนทำให้ตลาด หลักทรัพย์ของไทยมีมูลค่าซื้อขายลดลงอย่างมากภายในวันเดียว โดยควบคุมตัวได้ที่อาคารลิเบอร์ตี้ ย่านสีลม ก่อนนำตัวไปสอบสวนขยายผลและตรวจค้นที่อยู่ พบเอกสารข้อความที่นำไปเขียนลงในเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน

ต่อมาเวลา 15.15 น. พล.ต.ต.ปัญญานำกำลังไปจับกุมน.ส.ธีรนันตŒ วิภูชนิน อายุ 43 ปี อดีตผู้บริหาร บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ยูบีเอส อยู่บ้านเลขที่ 368 ซอยรัชดาภิเษก 36 แยก 19 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กทม. ที่บริเวณอาคารผู้โดยสารขาเข้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายหลังเดินทางกลับจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยสายการบินออสเตรีย แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ OS-0025   เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหา นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกต่อประชาชน ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ตามหมายจับศาลอาญาวันที่ 30 ต.ค. 2552 พร้อมของกลางโน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง กล้องดิจิตอล 1 ตัว เอส ดีการ์ด 1 อัน และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่องจากการสอบปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การว่า เป็นบุคคลตามหมายจับจริง โดยเป็นผู้แปลข้อความตามที่เป็นข่าวที่อ่านพบจากเว็บไซต์ของสำนักข่าวต่างประเทศ ก่อนนำมาลงโพสต์เว็บประชาไทที่เป็นสมาชิกอยู่ โดยใช้ชื่อว่า BBB ทั้งนี้เนื่องจากวันดังกล่าว หุ้นตกลงอย่างมาก ประชาชนอยากรู้ว่าเกิดจากอะไร จึงโพสต์ข้อความลงไปตามข่าวที่ได้จากสำนักข่าวต่างประเทศ ไม่ได้มีเจตนาเผยแพร่ข้อความเพื่อทำให้หุ้นตก  ภายหลังสอบสวนเจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาไปตรวจค้นบ้านพัก เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม ใช้เวลาประมาณ 1 ช.ม. ก่อนนำตัวไปสอบ สวนดำเนินคดีที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)    กระทั่งเวลา 18.30 น. พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ก. พร้อมด้วยพล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รอง ผบช.ก. ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุม น.ส.ธีรนันตŒ วิภูชนิน อดีตผู้บริหารบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ ยูบีเอส ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และนายคธา ปาจาจริยพงษ์ พนักงานบริษัทหลักทรัพย์ซิมิโก้ จำกัด ว่า ภายหลังเกิดกระแสข่าวลือที่ทําให้หุ้นตกอย่างรุนแรง รัฐบาลสั่งการบก.ปอท. และตํารวจท่องเที่ยว ร่วมกันสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทําผิด    ผบช.ก.แถลงต่อว่า ภายหลังสืบสวนสอบสวนพบผู้กระทําความผิดจํานวน 2 ราย จึงขอศาลอนุมัติหมายจับกระทั่งสามารถจับกุมตัวได้ทั้งคู่ ก่อนนําตัวไปตรวจค้นและยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้เผยแพร่ข้อความลงในเว็บไซต์ ส่วนรายละเอียดลึกๆ ไม่สามารถเปิดเผยได้ในตอนนี้เพราะอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล เบื้องต้นแจ้งข้อหาทั้ง 2 คน คือ กระทําผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (2) โดยผู้ใดกระทําความผิดหรือนําเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในประการที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือตื่นตระหนกต่อประชาชน มีอัตราโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่ตรวจยึดมา หากพบว่าเกี่ยวพันกับผู้อื่นผู้ใดอีกจะเรียกตัวมาสอบสวน หากผิดก็จะแจ้งข้อหาเช่นเดียวกัน

กระทำความผิดในมาตรา :

–  กระทําผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (2) โดยผู้ใดกระทําความผิดหรือนําเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในประการที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือตื่นตระหนกต่อประชาชน มีอัตราโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

ข้อมูลอ้างอิงจาก

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNVEF5TVRFMU1nPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBd09TMHhNUzB3TWc9PQ==%22%3E

กรณีที่ 2   ข่าวของการที่มีมือ Hacker ได้ทำการ Hack รหัสผ่านของ Twitter นายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยทำการเข้าไปโพสต์เนื้อหาต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นการล้วงคอกันแบบซึ่งๆหน้าเลยทีเดียว

ซึ่งการ Hack ครั้งนี้ เกิดเมื่อเวลาประมาณ 10โมงกว่าๆ ของวันที่ 2 ต.ค. ซึ่งเนื้อหาที่ผู้ Hack โพสต์นั้น ก็จะออกแนวโจมตีรัฐบาลวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะข้อความสุดท้ายที่บอกว่า “แม้กระทั่ง twitter ตนเองยังปกป้องไว้ไม่ได้ แล้วประเทศนี้จะปกป้องได้อย่างไร? ฝากให้พี่น้องคิดดูนะครับ”

ส่วนข้อความที่ทาง Hacker ได้โพสต์นั้น เมื่อต่อกันจะมีข้อความว่า

“ประเทศนี้เป็นธุรกิจ เราทำเพื่อพวกพ้อง ไม่ได้ทำเพื่อคนไทย เราทำเพื่อคนที่สนับสนุนเรา ไม่ใช่คนที่เห็นต่างจากเรา …โอกาสของคนจนอยู่ที่ไหน เราหลอกใช้คนจน ให้ความหวังพวกเขา เพื่อคะแนนเสียง ที่จะให้กลุ่มก้อนของเรา เข้ามาหาผลประโยชน์ …ความยั่งยืนอยู่ที่ไหน การแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ใช่แค่การสร้างภาพเฉพาะหน้า แต่เป็นการรวมพลังของบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจ มาแก้ไขอย่างยั่งยืน…ถึงเวลารึยัง ที่ประเทศเราจะเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดี ไม่ใช่แค่สร้างภาพเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทของตน ญาติพี่น้อง กลุ่มผู้ได้รับผลประโยชน์”

“ประเทศนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การศึกษา ทำไมถึงเขียนนโยบายแจก tablet ไม่ใช่การแก้ที่ตัวหลักสูตรหรือ สนับสนุนคุณครูให้มีรายได้มากขึ้นหรือ…ทำไมถึงคิดอภิมหาโครงการ อย่างถมทะเล สร้างตึกสูงที่สุดในโลก คือไม่มีความเข้าใจอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับประเทศนี้…ประเทศไทยต้องการ ความเปลี่ยนแปลง ถึงเวลาที่ทุกคนในประเทศตื่นตัวได้แล้ว ความโง่เขลาจักต้องหมดสิ้นไป…แม้กระทั่ง twitter ตนเองยังปกป้องไว้ไม่ได้ แล้วประเทศนี้จะปกป้องได้อย่างไร? ฝากให้พี่น้องคิดดูนะครับ”

และแน่นอนครับ ด้วยความรวดเร็ว ตอนนี้ได้ข่าวมาว่าทางกระทรวง ICT กำลังเร่งติดตามมือ Hack งานนี้มารับโทษอย่างเร็วที่สุด แถมยังระบุตัวด้วยว่ารู้ตัวคนร้ายแล้ว ก็ต้องดูกันต่อไปครับว่า พรบ. คอมพิวเตอร์ นั้น จะมีผลกันซักเพียงใด และก็คงอดไม่ได้ที่จะนำไปเปรียบเทียบในกรณีตรงข้ามกัน ถ้าเป็นการ Hack เข้าไปในบัญชีของผู้ใช้งานทั่วๆไป ที่ไม่ใช่นายก หรือคนมีชื่อเสียง ผลมันจะเป็นอย่างไร หรือจะเป็นคดีหมิ่นประมาท การนำรูปมาแอบอ้างอย่างเช่นที่ผ่านมาใน Facebook ที่มีการนำรูปของบุคคลอื่นมาสร้างเป็น Fanpage จนเป็นกระแสไปทั่ว เพราะนั่นก็ถือว่าผิด พรบ.คอมพิวเตอร์เหมือนกัน…


—————————————————-

เป็นการกระทำความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

มาตรา ๕ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดย เฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๖ ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้น เป็นการเฉพาะถ้านำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิด ความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๗ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึง โดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้ง ปรับ

มาตรา ๘ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชิบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่การส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ข้อมูลอ้างอิงจาก

http://www.ninetua.com/internet/twitter-%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81-%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%99-hack/

 

กรณีที่ 3  กรณีการจับกุมและตั้งข้อหาร้ายแรงกับ  จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท (http://www.prachatai.com) ถึงสองคดี

กรณีการจับกุมโดยกองบังคับการปราบปราม

ในคดีแรกนั้น ตำรวจได้ตั้งข้อหากับจีรนุชว่ามีความผิดตามมาตรา 15 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ คือเจตนาจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีข้อความที่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ปรากฎอยู่ในเว็บบอร์ดประชาไท

อย่างไรก็ตาม ข้อความดังกล่าวได้ถูกลบออกจากระบบแล้วเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จะมีการจับกุม ภายหลังจากที่จีรนุชได้รับจดหมายจากกองบังคับการปราบปราม ซึ่งแสดงถึงเจตนาของจีรนุชว่ามิได้จงใจสนับสนุนการ กระทำผิดดังกล่าว นอกจากนี้ ระยะเวลา 20 วันที่ตำรวจกล่าวอ้างว่าเป็นการ “จงใจ สนับสนุน หรือยินยอม” ก็ยังไม่ได้มีกำหนดอยู่ในกฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น หากเป็นเพียงตัวเลขที่ปรากฎในบันทึกของตำรวจหลังจากที่มีการจับกุมแล้วเท่านั้น

 กรณีการจับกุมโดยตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่นและตำรวจตรวจคนเข้าเมือง

 ส่วนในคดีที่สอง ตำรวจภูธรอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่นได้ขอให้ศาลจังหวัดออกหมายจับจีรนุชตามการเข้าแจ้งความของ สุนิมิต จิระสุข1 ผู้อ่านเว็บไซต์ประชาไทแล้วพบว่าที่ท้ายบทสัมภาษณ์ โชติศักดิ์ อ่อนสูง (ผู้ปฏิเสธที่จะยืนในโรงภาพยนตร์ระหว่างเพลงสรรเสริญพระบารมี)2 ซึ่งเปิดให้ผู้อ่านทั่วไปสามารถโพสต์ความคิดเห็นได้ มีผู้อ่านบางคนโพสต์ความเห็นในทางที่เห็นด้วยกับการกระทำของโชติศักดิ์ สุนิมิตจึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับจีรนุชซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการเว็บไซต์และผู้ดูแลเว็บบอร์ดประชาไท ด้วยข้อกล่าวหาร้ายแรงจำนวนมาก ดังนี้

  • ร่วมกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งว่าด้วยการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายกษัตริย์ฯ
  • ร่วมกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งว่าด้วยการเผยแพร่ข้อความยุยงส่งเสริมให้ประชาชนเกิดความกระด้างกระเดื่องและละเมิดกฎหมาย
  • กระทำความผิดตามพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 ซึ่งว่าด้วยการเผยแพร่ข้อมูลประเภทต่าง ๆ ที่เป็นความผิดตามกฎหมายข้างต้น
  •  และมาตรา 15 ซึ่งว่าด้วยการจงใจสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดกฎหมายตามมาตรา 14

ศาลขอนแก่นได้อนุมัติหมายจับจีรนุชตามข้อหาที่สุนิมิตแจ้งความมาทั้งหมด ทั้งนี้ ข้อความที่ตำรวจกล่าวหาว่าผิดกฎหมายนั้นเป็นข้อความตามที่สุนิมิตกล่าวอ้าง และปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ประชาไทเป็นเวลาเพียง 1 – 5 วันก่อนที่สุนิมิตจะเข้าแจ้งความในกรณีนี้ กองบรรณาธิการประชาไทได้พิจารณาลบข้อความบางส่วนด้วยตนเองไปแล้ว ไม่นานหลังพบข้อความ แสดงถึงเจตนาของทีมงานที่ไม่ได้จงใจหรือสนับสนุนให้มีการกระทำความผิด และพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เมื่อได้รับการร้องขอเช่นกัน

 ส่วนในคดีที่สอง ตำรวจภูธรอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่นได้ขอให้ศาลจังหวัดออกหมายจับจีรนุชตามการเข้าแจ้งความของ สุนิมิต จิระสุข1 ผู้อ่านเว็บไซต์ประชาไทแล้วพบว่าที่ท้ายบทสัมภาษณ์ โชติศักดิ์ อ่อนสูง (ผู้ปฏิเสธที่จะยืนในโรงภาพยนตร์ระหว่างเพลงสรรเสริญพระบารมี)2 ซึ่งเปิดให้ผู้อ่านทั่วไปสามารถโพสต์ความคิดเห็นได้ มีผู้อ่านบางคนโพสต์ความเห็นในทางที่เห็นด้วยกับการกระทำของโชติศักดิ์ สุนิมิตจึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับจีรนุชซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการเว็บไซต์และผู้ดูแลเว็บบอร์ดประชาไท ด้วยข้อกล่าวหาร้ายแรงจำนวนมาก ดังนี้

  • ร่วมกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งว่าด้วยการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายกษัตริย์ฯ
  • ร่วมกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งว่าด้วยการเผยแพร่ข้อความยุยงส่งเสริมให้ประชาชนเกิดความกระด้างกระเดื่องและละเมิดกฎหมาย
  • กระทำความผิดตามพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 ซึ่งว่าด้วยการเผยแพร่ข้อมูลประเภทต่าง ๆ ที่เป็นความผิดตามกฎหมายข้างต้น
  • และมาตรา 15 ซึ่งว่าด้วยการจงใจสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดกฎหมายตามมาตรา 14

ศาลขอนแก่นได้อนุมัติหมายจับจีรนุชตามข้อหาที่สุนิมิตแจ้งความมาทั้งหมด ทั้งนี้ ข้อความที่ตำรวจกล่าวหาว่าผิดกฎหมายนั้นเป็นข้อความตามที่สุนิมิตกล่าวอ้าง และปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ประชาไทเป็นเวลาเพียง 1 – 5 วันก่อนที่สุนิมิตจะเข้าแจ้งความในกรณีนี้ กองบรรณาธิการประชาไทได้พิจารณาลบข้อความบางส่วนด้วยตนเองไปแล้ว ไม่นานหลังพบข้อความ แสดงถึงเจตนาของทีมงานที่ไม่ได้จงใจหรือสนับสนุนให้มีการกระทำความผิด และพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เมื่อได้รับการร้องขอเช่นกัน

 ข้อบกพร่องของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

คดีของจีรนุชชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ. 2550 มาตรา 15 ดังนี้

  1.   ภาระของ “ท่อ”

มาตรา 15 ปฏิบัติกับผู้ให้บริการ หรือ “ตัวกลาง” (intermediary: เช่น ศูนย์ข้อมูล ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เสิร์ชเอนจิน โซเชียลเน็ตเวิร์ก เว็บบอร์ด บล็อก) เสมือนหนึ่งเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ ผู้มีทั้งหน้าที่และความสามารถในการคัดกรองเนื้อหาทั้งหมดก่อนตีพิมพ์ แต่คุณลักษณะที่สำคัญที่ทำให้อินเทอร์เน็ตมีประโยชน์เช่นทุกวันนี้คือ ข้อมูลทุกอย่างไหลผ่านอย่างรวดเร็ว ตัวกลางจึงเป็นเพียง “ท่อข้อมูล” หรือช่องทางผ่านของเนื้อหาเท่านั้น (mere conduit) หากผู้บังคับใช้กฎหมายไทยจะถือว่าตัวกลางต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลและเนื้อหาทั้งหมดที่ผ่านตัวกลางแล้ว นั่นย่อมหมายความว่า ตัวกลางจะต้องกลั่นกรองข้อมูลทั้งหมดก่อนการเผยแพร่ ซึ่งด้วยความเร็วและปริมาณข้อมูลจำนวนมาก สิ่งดังกล่าวยากที่จะทำให้เป็นไปได้ โดยไม่กระทบกับการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต

2. ท้องที่เกิดเหตุ “ทั่วราชอาณาจักร”

มาตรา 15 อ้างถึงความผิดอาญาตามมาตรา 14 โดยเฉพาะการเผยแพร่ข้อมูลที่ก่อให้เกิด “ความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา” ซึ่งรวมถึงความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ การเป็นความผิดอาญาทำให้บุคคลใดก็ได้สามารถแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ และการเข้าถึงจากที่ใดก็ได้ของเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต ทำให้การแจ้งความเป็นไปได้จากทุกพื้นที่ ซึ่งเปิดโอกาสให้กฎหมายฉบับนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกันได้ เช่นเดียวกับที่มีการใช้ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาไปแจ้งความในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อสร้างความยากลำบากแก่ผู้ถูกฟ้องโดยไม่มีเหตุอันควร3

3. ตัวกลางกลายเป็น “แพะ”

ในการดำเนินคดีกับ “ตัวกลาง” ดังเช่นในคดีของจีรนุชทั้งสองคดีนั้น ยังไม่มีการตัดสินโดยศาลว่าข้อความที่ถูกแจ้งนั้นเป็นข้อความที่ผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฎว่ามีผู้โพสต์ข้อความเพียงรายเดียวที่ถูกดำเนินคดี และคดียังไม่สิ้นสุด ซึ่งในกระบวนการสอบสวนเกี่ยวกับผู้โพสต์รายนี้นั้น เว็บไซต์ประชาไทได้ให้ความร่วมมือตามที่กฎหมายกำหนดทุกอย่าง สำหรับผู้โพสต์ข้อความอื่น ๆ รัฐต้องไม่พยายามเอาผิดกับตัวกลาง เมื่อได้รับความร่วมมือแล้วแต่ไม่สามารถหาผู้กระทำผิดตัวจริงได้

ภาระในการปฏิบัติตามกฎหมายและต่อสู้คดีที่ต้องใช้ทรัพยากร รวมถึงเวลาเดินทางอันยาวนาน ประกอบกับการที่เจ้าหน้าที่รัฐมุ่งเน้นการจับกุมตัวกลาง ทำให้ตัวกลางต้องแบกรับภาระความเสี่ยงเกินสัดส่วนที่สมเหตุผล นำไปสู่แนวโน้มที่จะเซ็นเซอร์ตัวเองเกินความจำเป็น โดยยึดหลัก “ลบเกินไว้ก่อนปลอดภัยกว่า” หรือกำจัดภาระทั้งหมดโดยการยกเลิกพื้นที่สำหรับเนื้อหาที่ผู้ใช้ผลิตเอง (user-generated content) เช่นการปิดบริการเว็บบอร์ด ซึ่งสร้างผล กระทบกับผู้ใช้จำนวนมากที่ไม่ได้กระทำความผิด

เราต้องไม่ลืมว่าโครงการเช่น วิกิพีเดีย และซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สต่าง ๆ ล้วนเกิดขึ้นได้เพราะคุณลักษณะของอินเทอร์เน็ตที่เป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้ผู้อ่านสร้างเนื้อหาได้เอง อย่างรวดเร็ว จากทุกสถานที่ แต่การควบคุม จำกัดสิทธิ และบีบพื้นที่ตัวกลางลง เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการสร้างสรรค์นวัตกรรม จะทำให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์

ข้อยกเว้นความรับผิด (Safe Harbour)

ในประเทศที่กฎหมายเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะมีการกำหนดข้อยกเว้นความรับผิด (safe harbour) หรือการถือว่าตัวกลางเป็นผู้บริสุทธิ์โดยปริยายในขณะที่ยังไม่สามารถพิสูจน์เจตนาการกระทำความผิดได้ เนื่องจากตัวกลางคือพื้นที่ที่โดยปกติไม่มีส่วนรู้เห็น หลักการนี้จึงมีไว้เพื่อคุ้มครองตัวกลางจากภาระทางกฎหมายที่ไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม หลักการนี้ไม่ได้ให้เสรีภาพแก่ตัวกลางจนเกินขอบเขต เนื่องจากเจ้าหน้าที่สามารถแจ้งตัวกลางเมื่อพบเนื้อหาที่เป็นความผิด และขออำนาจศาลเพื่อสั่งให้มีการลบเนื้อหานั้นได้ (notice and take down) ทั้งนี้ต้องเป็นไปในระยะเวลาที่เหมาะสม4

ข้อเสนอการแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่า การบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 15 ในปัจจุบัน เป็นไปในลักษณะคุกคามเพื่อบีบพื้นที่ “ตัวกลาง” อันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เกิดการสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย

เครือข่ายพลเมืองเน็ตจึงเห็นว่า มาตรา 15 ของกฎหมายฉบับนี้ เป็นบทบัญญัติที่คุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างยิ่ง จึงเสนอให้พิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ดังนี้

1.พิจารณาและปฎิบัติกับ “ตัวกลาง” ในฐานะที่เป็นเพียงทางผ่านของข้อมูล (ท่อ) หรือเป็นเพียงที่พักข้อมูลแบบอัตโนมัติ (cache/buffer) และเข้าใจถึงธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตที่ข้อมูลไหลผ่านตัวกลางอย่างรวดเร็ว จนไม่อาจกลั่นกรองหรือควบคุมได้ในทางที่คุ้มค่าและไม่ก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์

2.ถือว่าตัวกลางนั้นบริสุทธิ์โดยปริยาย (by default) โดยตระหนักว่าตัวกลางนั้นเป็นเพียงทางผ่านของข้อมูลเท่านั้น จนกว่าจะมีหลักฐานให้เชื่อได้ว่า ตัวกลางมีเจตนาสนับสนุนหรือสมรู้ร่วมคิดในการกระทำความผิด และจึงนำมาสู่การพิสูจน์ในชั้นศาล

3.หากศาลยังไม่ตัดสินว่า ข้อความที่เป็นปัญหานั้นผิดกฎหมายจริง และ/หรือ ผู้กระทำการตามมาตรา14 (ผู้โพสต์ข้อความ) มีความผิดจริง จะยังเริ่มดำเนินคดีกับตัวกลางตามมาตรา 15 ไม่ได้

4.หากศาลตัดสินแล้วว่า ตัวกลางมีเจตนากระทำความผิดจริง โทษที่ตัวกลางต้องรับ จะต้องมีการแยกแยะแตกต่างหนักเบา ระหว่าง ทำเอง, สนับสนุน, ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ฯลฯ ตามหลักสัดส่วน

5.  ต้องมีการบัญญัติข้อกำหนดลายลักษณ์อักษรเป็นกฎหมายลูกของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ว่าด้วยหลักการแจ้งลบข้อความที่ผิดกฎหมาย (notice and takedown procedure) เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัย (safe harbour) ให้กับตัวกลาง เช่น เมื่อผู้ดูแลเว็บได้รับจดหมายจากเจ้าหน้าที่ว่ามีข้อความผิดกฎหมาย แล้วไม่ลบภายในเวลาอันสมเหตุผลตามที่กำหนด จึงอาจถูกพิจารณาว่ามีความผิด

ข้อมูลอ้างอิงจาก

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1287490897&catid=no

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s